โรคภูมิแพ้ อาการ วิธีการรักษา

โรคภูมิแพ้ อาการ วิธีการรักษา

โรคภูมิแพ้ อาการ วิธีการรักษา

โรคภูมิแพ้ (Allergic Reactions)

           เดี๋ยวนี้พอหันไปทางครอบครัวไหนก็พบว่ามักจะสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้กันโดยเฉพาะอย่างยิงครอบครัวที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษอาการที่ฟ้องอาจเป็นเพียงเล็กน้อยก็มี จามน้ำมูกไหล หรือตาแฉะ
           ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว กลไกการเกิดการแพ้นั้นเป็นผลที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่พันธุกรรมในยีนซึ่งจะแสดงออกมาทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่นนั้นแล้ว ลองมาดูกันสักนิดมั้ยครับ ว่ากลไกของระบบภูมิคุมกันของร่างกายทำงานกันอย่างไร
           หน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันคือจะคอยควบคุมการป้องกันตัวเองของร่างกาย เช่นถ้าคุณมีอาการแพ้ต่อเกสรดอกไม้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก็จะฟ้องว่าเกสรดอกไม้นี้เป็นสิ่งแปลกปลอม ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือเป็นสารก่อภูมิแพ้ allergen และภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะตอบสนองต่อเกสรดอกไม้นั้น ด้วยการสร้างสาร antibody ที่เรียกว่า Immunoglobulin E IgE ซึ่งสาร IgE ตัวนี้จะไปยังเซลล์ต่างๆและทำให้เกิดกระบวนการตอบสนองขึ้นมา อีกทั้งทำให้เกิดการสร้างสารเคมีของร่างกายที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และส่วนใหญ่ที่พบได้ก็คือ ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหารและผิวหนัง
 
          สาร IgE มีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดก็จะมีเรดาร์ที่เฉพาะเจาะจงกับสารที่แพ้แต่ละชนิด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมบางคนแพ้แค่สารบางอย่าง เช่นแพ้แค่ขนแมว แต่ในขณะที่บางคนแพ้ได้หลายอย่างเหลือเกิน เช่นแพ้ทั้ง แมว หมา แมลงสาบ เกสรดอกไม้ และไรฝุ่น อันนี้ต้องขอบอกว่าทางการแพทย์ ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไม บางคนถึแพ้สารบางอย่าง และไม่แพ้สารอื่นๆ แต่ที่แน่ๆ เรื่องของประวัติในครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้เกิดภูมิแพ้ได้
 

โรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ
           เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองอย่างกรุงเทพฯ เพราะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นโรคภูมิแพ้กันเยอะ และก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่ได้เป็นโรคที่อันตราย แต่ก็ไม่ใช่โรคที่คุณจะเลี้ยงไว้ดูเล่น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรต้องทำความรูจักให้ดีและรู้ว่าภูมิแพ้มีกี่ชนิด และแต่ละชนิดจะสำแดงฤทธิ์อะไรกับคุณบ้าง
 

ภูมิแพ้จมูกอักเสบ Allergic rhinitis
           เป็นภูมิแพัพบได้บ่อยที่สุดอาจจะเป็นตามฤดูกาลหรือเป็นตลอดปีก็ได้ถ้าเป็นตามฤดูกาลจะเรียกอีกอย่างว่า hay fever ซึ่งบางคนจะเป็นเฉพาะหน้าฝน หรือหน้าหนาวอาการที่พบก็มีจามคัดจมกนภมกไหลและมีอาการ คันจมูก คันตา หรือบางคนก็มีอาการคันที่เพดานปากด้วย สำหรับคนที่มีอาการอยู่ตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการได้รับสารก่อภูมิแพ้อยู่ตลอด เช่นในห้องนอน หรือเชื้อรา หรือที่บ้าน ที่ทำงาน เช่นการสัมผัสกับไรฝุ่นบ้าน หรือเชื้อร หรือสัตว์ในบ้าน
 

ภูมิแพ้ทางตา Allergic conjunctivitis
           อาการโดยทั่วไปคือเมื่อตาไปเจอสารที่แพ้แล้วก็จะเกิดอาการบวมแดงคันตา น้ำตาไหลเช่นเดียวกับผื่นแพ้ที่ผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัส ซึ่งจะมีอาการคนบวมแดง เป็นผื่นหรือผิวลอกที่ผิวหนัง กลุ่มที่เป็นแบบนี้ค่อนข้างมีโอกาสที่จะเกิดหอบหืดได้ ในอนาคตมากถึง 50%
 

ลมพิษ Urticaria
          ลักษณะของลมพิษ คือเป็นรอยนูนแดงขึ้นตามตัว เป็นรอยนูนใหญ่บ้าง เล็กบ้าง และส่วนใหญ่จะเกิดจากการแพ้อาหารหรือแพ้ยา
 

หอบหืด Asthma
           เป็นโรคปอดที่พบบ่อยในเด็กโดยมากจะมีอาการไอแน่นหน้าอก หายใจลำบาก และมีเสียงดังเวลาหายใจ ที่เรียกว่า wheezing และมากถึง 78% ของคนที่เป็นหอบหืดจะมีอาการภูมิแพ้ของจมูกด้วย เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการของหอบหืด จะทำให้หลอดลมทางเดินหายใจตีบแคบลง ทำให้หายใจลำบาก และยิ่งถ้าคุณสูดหายใจเอาสารที่แทนเข้าไป อาการบวมของทางเดินหายใจจะยิ่งเป็นมากขึ้น และอาจถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังเกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจหรือเกิดจากการระคายเคืองที่มาจากคาน หรือควันบุหรี่
 
ไซนัสอักเสบและหูชั้นกลางอกเสบ Sinusitis and otitis media

           เป็นโรคที่พบได้ต่อเนื่องจากการเกิดการแพ้ทางจมูก ทำให้มีอาการบวมของเยื่อบุในโพรงไซนัส และทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา หากปล่อยทิ้งไว้เรื่อรังในเด็ก จะทำให้เกิดพัฒนาการด้านการพูดผิดปกติได้

การวินิจฉัยและการรักษา
           แพทย์ผู้เชียวชาญโรคภูมิแพ้จะทำการตรวจจาก การซักประวัติตรวจร่างกาย และอาจจะทำการตรวจที่เรียกว่า skin test เพื่อดูว่าสารที่แพคือสารอะไร
           เมื่อทราบแล้วว่าแพ้สารอะไรก็ จะเริ่มวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การรักษาที่จะปรับภูมิของร่างกายไม่ให้มีปฏิกิริยากับสารที่ก่อภูมิแพเรียกว่า immunotherapy จะเป็นการฉีดสารที่แพเข้าไปในร่างกายทีละน้อยเพื่อกระตุนภูมิให้มีการปรับเปลี่ยนกลไก
           หลักที่สำคัญก็คือการหลีกเลี่ยงสารที่แพ้การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมถึงการกินยาแก้แพ้เมื่อมีอาการ หรือเมื่อต้องเจอสารที่แพ้
 

สารก่อภูมิแพ้
            ค่อนข้างจำเป็น ที่เราควรต้องรู้ว่าอะไรเป็นสารก่อภูมิ เพื่อที่ว่าเราจะได้หลีกเลี่ยง หรือกำจัดไปให้ไกล เพราะรอบตัวเราล้วนมีสารก่อภูมิแพ้อยู่เต็มไปหมด และง่ายๆเลย แหล่งของสารก่อภูมิแพ้ สามารถเจอะเจอได้ในสองแหล่งหลัก ๆ คือสารก่อภูมิแพ้ทีอยู่ภายในบ้าน และสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่นอกบ้าน แหล่งแรกเป็นสารก่อภูมิแพที่อยู่ภายในบ้าน (Indoor all- ergens) เช่นไรฝุ่น ขนหมา ขนแมว แมลงสาบ และเชื้อรา
 

ไรฝุ่นบ้าน
           ไรฝุ่นบ้าน เป็นสารก่อภูมิแพ้ ที่พบบ่อยที่สุด และเป็นตัวกระตุ้น ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และหอบหืด ปัญหาเรื่องไรฝุ่นบ้าน ล้วนมีกันแทบทุกบ้าน เพราะไรฝุ่นมักจะชอบไปนอนเสนอหน้าอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนเตียงนอนหมอนผ้าห่มผ้าม่านหรือเฟอร์นิเจอร์นุ่มๆ ฉะนั้นควรต้องออกแรงกันซะหน่อย จัดการกับเจ้าพวกไรฝุ่นทั้งหลาย ยิ่งห้องนอนด้วยแล้วอย่าเด็ดขาด อย่าปล่อยให้พวกมันมายึดเป็นฐานที่มั่น หรือถ้าเราเลือกใช้ผ้าปูที่นอนปลอกหมอนแบบที่สามารถป้องกันไรฝุ่นได้ ก็จะดีส่วนชุดเครื่องนอนที่ไม่ได้ใช้ ก็ควรเก็บในพลาสติกที่มิดชิด อากาศเข้าไปไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไป
           สำหรับเรื่องการซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน ควรซักสัปดาห์ละครั้งด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 55c และตากให้แห้งในที่แสงแดดส่องถึง หรือแสงแดดจัด แต่ถ้าเผอิญวันไหนไม่มีแดด ก็อาจใช้เครื่องเป่าผมช่วยเป่าให้แห้งก็ได้ และควรดูแลให้ห้องไม่มีความชื้นมากเกินไป แต่ถ้าเป็นห้องแอร์ทั่วไปก็จะไม่มีปัญหาสักเท่าไหร่ แต่ก็ควรจะล้างแอร์เป็นประจำ อีกทั้งไม่ควรจะมีพรมอยู่ในห้องนอน เพราะพรมเป็นแหล่งที่มีไรฝุ่นได้ง่าย และถ้าต้องดูดฝุ่นด้วยเครื่องดูดฝุ่นก็ควรเลือกใช้รุ่นที่มีได้กรอง HEPA (high-efficiency particulate) หรือใช้ถุงแบบสองชั้น และควรสวมหน้ากากด้วยเวลาทำความสะอาด
           ขอแอบกระซิบนิดนึงวิธีที่ง่ายที่สุดไม่ยากเลยก็ให้คนอื่นที่ไม่เป็นภูมิแพ้ทำแทนก็หมดเรื่อง หุหุ
 
ขนสัตว์
           คนที่เป็นภูมิแพ้ส่วนหนึ่งจะแพ้ขนสัตว์ พวกขนหมา ขนแมว แต่บางคนนอกจากแพ้ขนแล้ว ยังอาจแพ้น้ำลายก็ได้หรือแพ้ปัสสาวะ หรือแพ้ผิวหนังที่หลุดลอกของสัตว์เลี้ยง หรือแพ้เสื้อผ้าขนสัตว์ก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะเด่นชัดขึ้นมาภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ได้สัมผัส แต่ในบางคนอาการอาจเริ่มต้นขนอย่างช้าๆ และอาจมีอาการรุนแรงขึ้นหลังจากที่สัมผัสไปแล้ว 8-12 ชั่วโมง หรือบางคนอาจมีอาการขณะที่อยู่นอกบ้านเพราะไปสัมผัสถูกเสื้อผ้าของคนอื่นที่มีผิวของสัตว์ติดอยู่ที่เสื้อผ้า ทางที่ดีทีสุดสำหรับคนที่แพ้คือไม่ควรมีสัตว์เลี้ยง แต่ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงก็ไม่ควรให้เข้ามาอยู่ในบ้านด้วย สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้และมีสัตว์เลี้ยง แถมจำเป็นต้องเลี้ยงไว้ในบ้านซะด้วย แนะนำว่าห้ามพาเข้ามาในห้องนอน หรือห้องที่คุณต้องใช้อยู่เป็นประจำ และเวลาที่ทาความสะอาดก็ควร สวมหนากากดวยทุกครั้ง
 

แมลงสาบ
            สารก่อภูมิแพ้ที่มาจากแมลงสาบ จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการหอบหืดได้โดยเฉพาะในเด็ก ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาวิธีป้องกัน ไม่ให้มีแมลงสาบมาป้วนเปี่ยนอยู่ใกล้ๆ ด้วยวิธีตามนี้
           ป้องกันไม่ให้มีแมลงสาบในบ้าน เช่น ตามช่อง ท่อน้ำ หน้าต่าง เพราะพวกแมลงสาบมักชอบอยู่ในที่ที่มีน้ำ
           เก็บอาหารไว้ในภาชนะที่มิดชิด
           ขยะเปียกควรไปทิ้งไว้ที่ถังขยะนอกบ้าน หรือเก็บให้เรียบร้อยทันทีที่ทำอาหารเสร็จ
           ทำความสะอาดเครื่องครัว จานชามทันที ที่ใช้เสร็จ
 

เชื้อรา
          แหล่งรวมตัวของเหล่าเชื้อรา คือสถานที่อับขึ้นถ้าเป็นที่บ้าน ก็คงหนีไม่พ้นห้องน้ำ ห้องครัว และใต้ถุนบ้าน สำหรับวิธีทีจะช่วยป้องกันการเกิดเชื้อรา ก็ไม่ยากคืออย่าปล่อยให้พื้นที่เหล่านั้นแฉะ และควรทำความสะอาดบ่อยๆ รวมถึงควรดูแลท่อน้ำและหลังคาไม่ให้มีรอยรัวซึม พยายามให้ทุกพื้นที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และหลีกเลี่ยงการใช้พรมบนพื้น หรือบริเวณที่อับชื่น
          แหล่งที่สอง สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่นอกบ้าน มักจะเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ตามฤดูกาล เช่นละอองของเกสรดอกไม้และเกสรดอกหญ้า หรือจากเชื้อราที่อยู่นอกบ้าน สำหรับเชื้อรานอกบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นราที่อาศัยกับเห็ด หรือตามลำต้นไม้ รากไม้พวกนี้จะมีสารที่ลอยไปในอากาศเหมือนเกสรดอกไม้
 

เกสรดอกไม้
          เกสรดอกไม้ที่ทำให้แพ้ มักจะเป็นเกสรชนิดที่เบาๆ ปลิวไปได้ไกล แพร่พันธ์โดยอาศัยลมพัดพาไป ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการทางจมูกคื อจามคัดจมูกมีน้ำมูก และคันตา ส่วนใหญ่อาการแพ้ที่เกิดจากละอองเกสร จะลดในช่วงหน้าฝนเพราะการปลิวกระจายของละอองเกสรจะน้อยกว่าช่วงอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนที่มีลมแรง ละอองเกสรก็จะปลิวไปได้ไกล เลยท่าให้อาการมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเกสรของพื้ชแต่ละชนิด
 

การตรวจหาสารที่แพ้
          การตรวจหาสารที่แพ้คืออะไร? คือการทดสอบผิวหนังเพื่อดูว่าสารที่แพ้คือสารอะไรกันแน่ เนื่องจากการแพ้ สามารถทำให้มีอาการเพียงเล็กน้อย คืออาการทางจมูก เช่นไอจาม คัดจมูก ไปจนถึงการแพ้ที่รุนแรง ที่เสียงต่อชีวิตได้ โดยมากคนที่มีอาการแพ้มาก ไม่คอยสนใจเรื่องของการรักษา คือจะปล่อยให้มีอาการนิดๆ หน่อยๆ ไปเรื่อยๆ เป็นประเภทรู้ตัว แต่ไม่รักษา หารู้ไม่ว่า ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก
 

ข้อดีของการทำการทดสอบการแพ้
           การทดสอบการแพ้ เป็นการช่วยนำความกระจ่าง ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปฏิบัติตัว และเป็นการช่วยควบคุมหรือลดอาการมิแพ้ได้และช่วยให้เรารู้ว่าแพ้หรือไม่แพ้อะไร เช่นถ้าเรารู้ว่าแพ้ไรฝุ่น ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรามีอาการหอบเราก็จะได้จัดการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และภายในห้องนอนเสียใหม่
           การทำการทดสอบจะทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ สำหรับอาการที่สามารถใช้การทดสอบทางผิวหนังเพื่อตรวจหาสารที่แพ้ ก็มีฃ
              - ทางเดินหายใจการคันตา คันจมูก คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล แน่นหน้าอก ไอ หรือหอบหืด
              - ทางผิวหนัง ผื่นลมพิษ คันตามตัว หรือการแพ้จากการสัมผัสสารต่าง ๆ
              - ทางเดินอาหาร อาการปวดเกร็งท้อง ท้องเสียท้องผูกภายหลังกินอาหารบางชนิด
              - อาการแพ้รุนแรง จากแมลงกัดต่อย
              - อาการแพ้รนแรง ที่เกิดขึ้นหลายอวัยวะพร้อมในร่างกาย
              - อาการต่าง ๆ ข้างต้นเกิดขึ้นจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ ที่พบบ่อย ได้แก่ ไรฝุ่นบ้าน โปรตีนที่มาจากขนของสัตว์เลี้ยง หรือน้ำลาย หรือปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงเชื้อรา ต้นไม้ หญ้า เกสรดอกไม้ และแมลงสาบ ส่วนอาการแพ้ที่รุนแรงจะมาจากสารต่างๆ ได้แก่ พิษของแมลง ผึ้ง มดคันไฟ หรือแมลงอื่น ๆ อาหารบางชนิดยาง latex ธรรมชาติและยาบางชนิด
 

ชนิดของการทดสอบการแพ้
           1 การทดสอบผิวหนัง skin prick test (scratch test) เป็นวิธีที่ทำบ่อยที่สุด และก็ไม่ได้เจ็บตัวมากนักโดยการสะกิดผิวหนังด้วยเข็มเล็กๆ พร้อมกับสารก่อภูมิแพ้ทีต้องการทดสอบ ถ้าหากว่าคุณแพ้สารตัวไหนก็จะมีรอยนูนแดงเล็กๆ เกิดขึ้นตรงกับตาแหน่งของสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นๆ ส่วนสารก่อภูมิแพ้ตัวอื่นๆ ที่คุณไม่แพ้ ก็จะไม่มีรอยนูนแดงเกิดขึ้น ซึ่งใช้เวลารออ่านผลเพียงสิบห้านาที และโดยส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้นจากการทดสอบผิวหนัง และรอยนูนแดงก็จะหายไปเองภายในครึ่งชวโมง
           2 การทดสอบผิวหนังโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง intradermal skin test หากว่าการทดสอบวิธีแรกให้ผลไม่ชัดเจนแพทย์อาจจะต้องทำการตรวจละเอียดขึ้น ด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ต้องการตรวจ เข้าใต้ผิวหนังซึ่งจะทำให้อ่านผลได้ชดเจนขึ้น
           3 การทดสอบผิวหนัง patch test คล้ายกับวิธีแรก แต่จะให้ patch ติดสารก่อภูมิแพ้ แล้วจึงน่าไปแปะที่ผิวหนัง แต่ต้องใช้เวลานานขึ้น คือนานถึง 48 ชั่วโมง
           4 Challenge Tests ในการตรวจชนิดนี้ จะให้สูดสารที่แพ้ หรือให้กินสารที่แพ้ ไปทีละนิดส่วนใหญ่การตรวจชนิดนจะทำในรายที่แพ้อาหารหรือแพ้ยา แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชียวชาญ
           5 การตรวจเลือด Blood Tests เป็นการตรวจเลือดโดยทั่วไป แต่จะตรวจเมื่อไม่สามารถตรวจผิวหน้าได้ เนื่องจากความเสี่ยงในการแพ้หรือไม่ สามารถทราบผลได้ วิธีนี้แอบมีข้อดอย คือต้องใช้เวลานานกว่าจะทราบผล
 

การเตรียมตัวก่อนการทดสอบ
           งดยาแก้แพ้ก่อนมารับการทดสอบ 7 วัน ยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้แพ้ เช่นยาแก้หวัดยาลดน้ำมูกยาแก้คันต้องงดก่อนมาทดสอบประมาณ 7 วัน ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูงต้องแจ้งชื่อยาที่กินอยู่ ให้แพทย์ทีจะทำการทดสอบทราบด้วย เพราะยาบางชนิดต้องงดก่อนทำการทดสอบ งดการใช้ยาสเตอรอยด์ชนิดทา
 

หลังการทดสอบ
           หากมีอาการระคายเคือง หรืออาการคันบริเวณทีทดสอบ สามารถกินยาแก้แพ้หรือใช้ยาทา เพื่อบรรเทาอาการได้ แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรง เช่นเหนื่อยหอบบวมทั้งตัว หรือหายใจไม่ออก ควรรีบกลับไปพบแพทย์ แต่กรณีแบบนี้พบได้น้อยมาก


 ยาในการรักษาภูมิแพ้ จะทำให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อสารก่อภูมิเเพ้ลดลง หรือทำให้บรรเทาอาการที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากสาร histamine ยาสำหรับรักษาภูมิแพ้ มีตั้งแต่ในรูปแบบเม็ด แบบน้ำ แบบสเปรย์พ่นจมูก แบบยาหยอดตาแบบทาผิวหนัง และแบบฉีดเขาร่างกาย
           ยาแก้แพหลายชนิด สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั้วไป แต่บางชนิดต้องจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น ยาแก้แพ้สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 4 กลุ่มคือ 1 กลุ่ม steroids 2 กลุ่ม antihistamine 3 กลุ่ม decongestant 4 กลุ่มอื่น ๆ
 

1 กลุ่ม Corticosteroids 
           Corticosteroids จะช่วยป้องกันการอักเสบโดยการยับยั้งปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดการแพ้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และใช้ยาภายใต้การดูแลจากแพทย์เท่านั้น
           Corticosteroids ชนิดรับประทาน ใช้ในการรักษาอาการการแพ้อย่างรุนแรง ยาในกลุ่มนี้เช่น Prednisolone เนื่องจากผลข้างเคียงของยา จึงแนะนำให้ใช้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นเพราะอาจจะทำใหเกิดต้อกระจก ความดันโลหิตสูงกระดูกพรุนหรือ ในเด็กจะทำให้พัฒนาการช้าลงได้
           Nasal corticosteroid sprays เป็นชนิดสเปรย์พ่นจมูก สามารถป้องกันและลดอาการแพ้ที่เกิด ที่จมูกได้ดีมาก เช่นอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ตัวอย่าง ยาในกลุ่มนี้เช่น mometasone (Nasonex), budesonide (Rhinocort Aqua), flunisolide (Nasarel) triamcinolone (Nasacort AQ) and beclomethasone (Beconase AQ) ผลข้างเคียงทีอาจจะเกิดขึ้นได้จากกลุ่มนี้คือ จะมีรสและกลิ่นจากยา หรือบางคนมีการระคายเคืองจมูก หรือเลือดกำเดาไหล แต่จะพบน้อยมากที่จะมีผลข้างเคียงแบบชนิดรับประทาน
           Inhaled corticosteroids เป็นชนิดสูดหายใจเข้า ส่วนใหญ่จะใช้ในกลุ่มที่เป็นหอบหืด ที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ flunisolide (Aerobid), triamcinolone (Azmacort), fluticasone (Flovent) and budesonide (Pulmacort) ส่วนใหญ่จะไม่มีผลข้างเคียงจากยานี้ แต่ในบางรายจะทำให้มีการติดเชื้อในช่องปาก มีอาการไอเสียงแหบ หรือปวดหัวได้ Corticosteroid eyedrops ชนิดหยอดตา ใช้ในการักษาตาอักเสบ ที่เกิดจากการแพ้ คือมีอาการตาแดงคันตาน้ำตาไหล ได้แก่ ยา dexamethasone (Maxidex, others) fluorometholone (FML, others) and prednisolone (Pred Forte, others) ยากลุ่มนี้หากใช้ไปนานๆ จะท่าให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อต้อหิน หรือต้อกระจกได้
           Corticosteroid skin creams ชนิดทาภายนอกจะบรรเทาอาการผื่นคันจากการแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส มีทั้งชนิดความแรงน้อย ไปจนถึงความแรงมาก ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็น และตำแหน่งที่เป็นเช่นยา hydrocortisone หรือ triamcinolone การใช้ต่อเนื่องระยะยาว จะทำให้ผิวหนังระคายเคือง สีผิวเปลี่ยนไปและทำให้ผิวบางลงได้
 

2 ยาแก้แพ้กลุ่ม Antihistamines 
           ยากลุ่มนี้จะยับยั้งการหลังสาร histamine ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายสร้างมาเมื่อเกิดปฏิกิริยาอักเสบและแพ้
           Oral antihistamines ชนิดรับประทาน จะช่วยลดอาการบวม คัดจมูก อาการคัน น้ำตาไหล หรือผื่นลมพิษได้ ยาที่สามารถซื้อหาตามร้านขายยา ได้แก่ loratadine (Claritin), cetirizine (Zyrtec) fexofenadine (Telfast) โดยในกลุ่มนี้ถือเป็นรุ่นที่สองของกลุ่ม antihis tamine ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้ง่วงซึมน้อยกว่า ส่วนยาในกลุ่มที่เป็นรุ่นแรกเช่น diphenhydramine (Benadryl) chlorpheniramine จะทำให้ง่วงซึมได้มากกว่าจึงไม่ควรกินยากลุ่มนี้ก่อนขับรถหรือการทำงานเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
           Antihistamine nasal sprays ชนิดสเปรย์พ่นจมูก จะช่วยลดอาการจามคันจมูก น้ำมูกไหล และแน่นคัดจมูก ผลช้างเคียงของกลุ่มนี้คือมีรสขมที่ลิ้น มึนงง เวียนหัว เลือดก้าเดาไหล รู้สึกแสบร้อนในจมูก
           Antihistamine eyedrops ชนิดหยอดตา จะช่วยลดอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหล ตาบวมได้ ในหนึ่งวันอาจจะต้องใช้หลายครั้ง ตัวอย่างยากลุ่มนี้เช่น ketotifen, naphazoline แต่ถ้าคุณใช้ คอนแทคเลนส์ อาจจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดตาอักเสบได้
 

3 ยาลดการคัดจมูก Decongestants
           เป็นกลุ่มทีจะช่วยลดอาการคัดจมูกได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นความดันโลหิตสูง หรือกำลังตั้งครรภ์ หรือผูสูงอายุก็ควรหลีกเลียงยาในกลุ่มนี้
           ชนิดรับประทาน มีทั้งชนิดรับประทาน และชนิดน้ำ สามารถลดอาการคัดจมูกอาการแน่นไชนัส ยาที่ใช้บ่อยๆเช่นพวก pseu- doephedrine (Maxiphed, sudafed) บางที่ จะมีการนำยาตัวนี้ไปรวมอยู่ ในเม็ดยาอื่นเช่น Clarinase แต่ยาตัวนีมีผลข้างเคียง อาทิทำให้นอนไม่หลับ ใจสั่นมึนงง ปวดหัว กระสับกระส่าย มือสั่น ความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้นอาจจะพบแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาตัวนี้ สเปรย์พ่นลดอาการคัดจมูกเช่น phenylephrine หรือ oxymetazoline จะทาให้มีอาการจมูกแห้งหรือรู้สึกแสบร้อน การใช้ยาพวกนี้มากเกินไป จะท่าให้มีอาการเหมือนที่เป็นในชนิดรับประทานได้ ไม่ควรใช้ยาเกินหนึ่งสัปดาห์เพราะจะทำให้เกิดอาการคัดจมูก รุนแรงเมื่อหยุดยา
 

4 ยาแก้แพ้กลุ่มอื่น
           Montelukast (Singulair) เป็นยาที่ช่วยหยุดอาการแพ้ โดยการยับยั้งสารเคมีที่ชื่อ leukotrienes ยานี้สามารถบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม มีผลข้างเคียงคือ อาจมีอาการปวดหู เจ็บคอในเด็ก และอาจจะทำให้มีอาการกระสับกระส่ายนอนไม่หลับได้
           Cromolyn sodium เป็นกลุ่มยาพ่นจมูก ที่ยับยั้งการหลังสาร histamine และอาการของภูมิแพ แต่ถ้าให้ดีต้องใช้ยาตั้งแต่ก่อนมีอาการ
 

Anaphylaxis shock หรือการแพ้แบบรุนแรง
           บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่ามีคนเสียชีวิตจากการแพ้ เช่นถูกผึ้งต่อย หรือตัวต่อต่อย ซึ่งการแพ้ชนิดนี้เป็นการแพ้แบบรุนแรง และจะเกิดขึ้นหลังจากสัมผัสกับสารที่แพเพียงไม่กี่นาที เช่น ผึ้งต่อย ตัวต่อต่อย หรือกินถั่วลิสงเข้าไป
           นั้นเป็นเพราะสารเคมีที่ถูกสร้างขึ้น โดยระบบภูมิคุมกันของร่างกาย ถูกหลังออกมาอย่างรวดเร็วในปริมาณมากจนทำให้เกิดภาวะช็อค คือจะมีความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็ว มีการตีบแคบของทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่ออก และเบาเร็ว มีผืนขึ้นตามตัว มีอาการคลื่นไส้อาเจียน สารที่ทำให้แพ้ได้เก่ อาหารบางชนิด ยาและพิษจากแมลง อาการที่พบได้คือชีพจร
           เป็นภาวะที่ต้องรีบรักษาแบบฉุกเฉิน และควรได้รับการฉีดยา adrenaline ถ้ารักษาช้าเกินไปอาจจะทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ ซึ่งปฏิกิริยาการแพ้ จะเกิดขึ้นกับคนที่ถูกแมลงต่อย หรือกินอาหารที่แพ้ หรือได้รับยา ที่เคยมีประวัติการแพ้มาก่อน ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาการแพ้จะไม่รุนแรง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิด Anaphy laxis shock ได้
           อาการรุนแรงแบบนี้ มักจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที แต่ก็มีบ้างที่บางคนจะมีอาการหลังจาก รับสารที่แพ้ไปแล้วมากกว่าชั่วโมงส่วนอาการของ Anaphylaxis shock ได้แก่
           - มีอาการทางผิวหนังเช่นลมพิษ บวมคัน ตัวแดง หรือในบางรายตัวซีด
           - การตีบแคบของทางเดินหายใจ ลิ้นบวม ทำให้หายใจไม่ออก หรือหายใจลำบาก
ชีพจรเบา และเร็วผิดปกติ

           - มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย
           - หน้ามืดเวียนหัวเป็นลม
 

           วันหนึ่งวันใดขณะที่คุณ กาลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น ประจวบเหมาะกับมีคนที่มีอาการแพ้แบบรุนแรงมาอยู่ต่อหน้าต่อตา ควรต้องตั้งสติแล้วรีบเรียกรถพยาบาลทันที แต่ถ้าคนที่มีอาการ พกยาฉีดมาด้วยเช่น EpiPen, EpiPen Jr หรือ Twinject ให้ฉีดให้กับผู้ป่วยทันที แต่ถึงแม้อาการจะดีขึ้นหลังฉีดยาแล้วก็ตามก็ยังจำเป็นต้องสังเกตอาการต่อที่โรงพยาบาลอยู่ดี
           สำหรับการตรวจแพทย์ จะสอบประวัติและถามอาการรวมถึงประวัติการแพ้ก่อนหน้านี้ เพื่อหาสาเหตุของสารที่ท่าให้เกิดการแพ้ การทำการทดสอบผิวหนัง หรือตรวจเลือด จะช่วยยืนยันได้ว่า คุณแพ้สารอะไร แพทย์จะต้องทำการตรวจเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกับการแพ เช่นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน อย่างอื่นโรคปอด โรคหัวใจ และระดับน้ำตาลในเลือด
 

การป้องกันการเกิด Anaphylaxis shock โดยปฏิบัติตามนี้สามารถทำได้โดยปฎิบัติตามนี้
         - สวมสร้อยหรือสัญลักษณ์ทีบ่งบอกว่าคุณแพัสารหรือยาอะไร หากคุณแพ้ยา อย่าลืมบอกแพทย์ทุกครั้งที่ต้องพบแพทย์ เพื่อรับยารักษา - พกยาฉีดฉุกเฉินไว้กับตัวและตรวจวันหมดอายุเสมอ - ถ้าแพ้แมลง เมื่อต้องไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พยายามสวมเสื้อกางเกงขายาว หลีกเลี่ยงเสื้อสีฉูดฉาด อย่าใส่นาหอมถ้ามีแมลงเข้ามาใกล้พยายามเลี่ยง หรือปัดเบาๆ

Dr. Carebear

COPYRIGHT©2019 SIAMPILL ALL RIGHTS RESERVED.